วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประเภทชาแบ่งตามกระบวนการผลิต

Art Of Tea Lovers
ศิลปะของคนรักชา
photo : medthai.com


                ใบชาที่เก็บจากพุ่มเดียวกัน ขึ้นอยู่กับคนเก็บว่าจะมีวิธีการอย่างไรที่ทำให้มันมีความแตกต่างกัน
จากขบวนการผลิตขั้นสุดท้ายสามารถแบ่งชาได้เป็น 6 ชนิดด้วยกัน
1.       ชาขาว (White tea)
2.       ชาเขียว (Green tea)
3.       ชาอูหลง (Oolong tea)
4.       ชาดำ (Black tea)
5.       ชาผสม (Scented tea)
6.       ชาก้อน (Compressed tea)

บางตำราของจีน แบ่งประเภทของชาได้เป็น 6 ชนิดเช่นกัน คือชาขาว, ชาเหลือง, ชาขียวอ่อน, ชาเขียว, ชาแดง และชาดำ ส่วนในซีกตะวันตกนั้นเนื่องจากชาเขียวและชาเขียวอ่อนแทบจะไม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นทั้งสองชาจึงถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกัน คือชาเขียว

White Tea :  ชาขาว
                เป็นชาที่เก็บจากยอดใบ โดยจะมีการเก็บเป็นพิเศษในช่วง 2 – 3 วันแรกของการเริ่มต้นฤดูเก็บชา ใบชาจะไม่มีการหมัก แต่จะทำแบบธรรมชาติ โดยการใช้ไอน้ำแทน ใบชาจะซีดกว่าชาชนิดอื่นๆ และในการชงจะได้สีที่จางกว่า และให้สารคาเฟอีนต่ำกว่าด้วย ชาขาวถือว่าดีและมีชื่อเสียง ได้แก่ Shou Mei Pai Heo Yin Chin และ Pai Mu Tan
                ความหอมของชาขาวนั้นกลิ่นจะอ่อนกว่าชาชนิดอื่น และเมื่อแรกที่คุณได้สัมผัสรสธรรมชาติอาจจะเหมือนกับการดื่มน้ำร้อนเปล่าๆ ซึ่งรสชาติธรรมดามาก แต่ว่าเพียงชั่วอึดใจหนึ่งคุณก็จะได้สัมผัสกับรสชาติที่นุ่ม หอมหวานในขณะที่คุณกลืนลงไปในลำคอ และกลิ่นอ่อนๆ ของชาขาวก็ยังคงรวยรินอยู่ที่ลิ้น ลำคอ และในปากของคุณ ข้อแนะนำการดื่มชาขาวนั้นไม่ควรใส่นม


www.preyashop.com

Yellow Tea : ชาเหลือง
                ถูกทำให้เป็นสีเหลืองตามกระบวนการทำชา คือการกวน (Stir – Prying) หรือตามขั้นตอน Killing Green เนื่องจากว่าโทนสีของน้ำชามีผลต่อความรู้สึกอยากดื่มด้วย ชาเหล่านี้ได้แก่ Mao Chien, Huang Ta Cha, Chun Shan Yin Chin จัดอยู่ในประเภทชาเหลือง และชา Chun Shan Yin Chin ถือเป็นชาเหลืองที่ดีที่สุดและมีค่ามากที่สุดในบรรดาชาเหลืองทั้งหมด ว่ากันว่าในสมัยราชวงศ์ถังนั้นนิยมดื่มกันมาก
                ลักษณะของกลิ่นชาเหลืองก็คือ กลิ่นและรสชาติของชาจะไม่เปลี่ยนไปจากที่คุณดื่มตอนชงเสร็จใหม่ๆ แม้ว่าจะถูกวางทิ้งไว้ให้เย็นก็ตาม รสชาติอันขมๆ หวานๆ และกลิ่นเปรี้ยวยังคงตราตรึงที่ลิ้นของคุณ กลิ่นออกเปรี้ยวๆนี้ไม่ใช่กลิ่นเปรี้ยวของส้ม หรือผลไม้รสส้มอื่นๆ แต่เป็นกลิ่นเปรี้ยวของสมุนไพร

Light Green Tea :  ชาเขียวอ่อน
                กลิ่นของชาเขียวอ่อนนั้นจะเหมือนกลิ่นของเมล็ดข้าวสาลี ชาเขียวอ่อนที่มีชื่อเสียงมาก คือ ชาทิกวนอิม (Tich Kuan – Yin) และชาต้าหงเผา (Ta Hung Pao)

Green Tea :  ชาเขียว
                วิธีทำชาเขียวง่ายๆ ด้วยตัวของคุณเอง ขั้นตอนแรกเก็บใบชาเล็กๆ ที่อ่อนที่สุด ใส่ลงไปในตะกร้าสานพื้นเรียบใบใหญ่ๆ ตั้งพักไว้ให้แห้งประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ต่อจากนั้นคุณก็เลือกใบที่เสียออกทิ้ง แล้วนำใบชาที่ได้ใส่ลงในกระทะใบใหญ่ ใช้ไฟอ่อนๆ คั่วกลับไปกลับมาให้ใบชาแห้งสม่ำเสมอกัน หรือคุณจะใช้เตาอบเพื่ออบใบชาให้แห้งก็ได้เช่นกัน
                หลังจากที่ทำการอบหรือปรุงใบชาในกระทะแล้ว คุณก็ทำให้เป็นก้อนกลมขนาดใหญ่ โดยเอาใบออกนวดและตีหลายๆ ครั้ง เมื่อใบชาเริ่มอ่อนนุ่มและมีกลิ่นหอม แสดงว่าใกล้จะได้ที่แล้ว นำใบชาไปให้ความร้อนอีกครั้งหรือเอาเข้าเตาอบ จากนั้นก็เก็บบรรจุในภาชนะที่มิดชิดแห้งสะอาด ก็เป็นอันเรียบร้อย
                ชาเขียวเป็นชาที่มีสีค่อนข้างเขียว และมีสีเหลืองเล็กน้อย ซึ่งอัตราส่วนของสีเหลืองนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของชาเขียวที่คุณกำลังดื่ม กล่าวกันว่ากลิ่นของชาเขียวนั้นเหมือนกับกลิ่นหมอกในตอนเช้า หรือกลิ่นหญ้าชื้นๆ เมื่อฝนหยุดตกใหม่ๆ กลิ่นของชาเขียวจะติดอยู่ในปากและลำคอนาน
                ชาเขียวที่มีชื่อ คือ ชาหลงจิ่ง (Lung Ching), ชาโปลี (Polee) ซึ่งเป็นชาที่นิยมดื่มกันของชาวแคนตัน มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ราชวงศ์ถัง มีประโยชน์ในการขับเสมหะ และช่วยในการย่อยอาหารอีกด้วย
                ชาเขียวนั้นชงดื่มโดยไม่ต้องใส่นม และชาเขียวนั้นเราแยกชนิดย่อยตามอายุของใบชา และการผลิตได้ดังนี้
1.       ชาดินปืน หรือชาลูกกระสุน (Gun – power Tea) เป็นชาที่ถูกปั้นคล้ายลูกปืนเล็กๆ จากชาอ่อนและชาปานกลาง
2.       ชาจักรพรรดิ (Imperial Tea) เป็นชารุ่นเก่าของชาดินปืน มีใบชาใหญ่กว่า และมีความหนาแน่นน้อยกว่า
3.       ชาไฮซัน (Hyson Tea) หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ หรือผลิตผลแรกของใบชา


www.preyashop.com

Red Tea :  ชาแดง
                ชาแดงนั้นน้ำชาจะมีโทนสีน้ำตาลแก่ หรือสีแดงเข้ม มีกลิ่นรุ่นแรงและมีรสหวาน ความเข้มข้นของกลิ่นจะเป็นลักษณะเด่นของชาแดง คือกลิ่นของชาจะไม่จางหายไปเมื่อคุณเติมส่วนผสมอื่นๆลงไปในน้ำชา ด้วยคุณสมบัตินี้จึงทำให้หลายคนนิยมใส่ส่วนผสมพิเศษลงไป เช่น พวกดอกไม้ กลีบกุหลาบ, ดอกลิ้นจี่, นม หรือน้ำตาล ชาวตะวันตกชอบดื่มชาแดง
                ชาแดง Ch’I Men มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ราชวงศ์ชิงแล้ว

Black Tea :  ชาดำ
                การทำชาดำมีความยุ่งยากและใช้เวลานานกว่าชาเขียว ใบชาที่ใช้ก็ต้องตากไว้จนกระทั่งมันเริ่มดำขึ้น จากนั้นคุณก็ตีมันหลายๆครั้งแล้วบด ก็จะทำให้มันแห้ง ตากไว้ให้ถูกแสงเพื่อให้ได้ออกซิเจนเต็มที่ และทำซ้ำหลายๆ ครั้งอาจะต้องใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นใบชาที่เก็บมาจากพุ่มเดียวกัน จะเป็นชาเขียวหรือชาดำก็ขึ้นอยู่กับวิธีการแล้วล่ะ
                ชาดำนั้นกลิ่นของมันออกรสขมๆ ของกลิ่นสมุนไพร ซึ่งมีกลิ่นเหมือนกลิ่นโลหะที่โดนความร้อน
                ตอนแรกที่คุณดื่มชาดำเข้าไป คุณจะรู้สึกว่ามันขมเหมือนกับคุณดื่มยาเข้าไป แต่ต่อมาเมื่อคุณดื่มมันอีกครั้ง รสชาติที่ได้ก็จะเปลี่ยนเป็นหวานๆ ขมๆ ตลอด ดังนั้นลักษณะเด่นของชาดำคือการเปลี่ยนแปลงรสชาติในปากบ่อยครั้ง และมีรสขมๆ หวานๆ ที่ติดทนนาน
                สี่ขั้นตอนการผลิตชาดำ
1.       ขั้นตอนทำให้แห้งหมาด ใบชาที่เก็บมาจะถูกตากให้แห้งพอหมาด เพื่อขจัดเอาความชื้นออก ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 1 วัน หากทำในที่โล่ง แต่หากอบในเตาอบไฟฟ้าใช้เวลาไม่เกิน 2 – 3 ชั่วโมง
2.       ขั้นตอนนวดคลึง ในสมัยก่อน ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาและแรงมากที่สุด เพราะใช้มือในการทำ แต่ปัจจุบันใช้เครื่องจักรกินเวลา 1 – 2 ชั่วโมง
3.       ขั้นตอนการหมักพื่อให้เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั่น เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ใบชาที่ถูกนวดคลึงจนเหนียวนั้น จะถูกนำไปไว้ในที่เย็นและชื้นประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ชาทำปฎิกิริยาจนมีสีน้ำตาลแดง และเกิดรสชาติ
4.       ขั้นตอนอบแห้ง เมื่อขั้นตอนการหมักจบลง ใบชาที่ได้จะนำไปอบในห้องควบคุมอุณหภูมิ จนมีสีดำ และตอนนี้ชีความชื้นเหลือเพียง 5%

Compressed Tea : ชาก้อน
                ชาชนิดนี้จะมีขายในรูปแบบแท่งหรือแบบก้อนอิฐ ใบชานั้นจะอบไอน้ำแล้วนำไปบีบอัดให้เข้ากันเป็นก้อนแข็ง จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ปัจจุบันชาก้อนทำมาจาก Dust teas ซึ่งถูกอัดด้วยเครื่องจักรที่ใช้น้ำในการขับเคลื่อนภายใต้แรงดัน หรือที่เรียกกันว่า Hydraulical Machinery เพื่อที่จะให้รูปแบบของชานั้นออกมาให้เท่ากับ 1 ช้อนโต๊ะต่อหนึ่งถ้วยชา การชงชาชนิดนี้ชงแบบปกติ โดยใส่ก้อนชาลงไปในถ้วยเติมน้ำร้อน ใบชาจะค่อยๆ คลายตัวออกมา

Oolong Tea : ชาอูหลง
                ชาวจีนเรียกว่า “มังกรดำ” (Black dragon) ชาอูหลงเป็นชากึ่งหมักและใบชาต้องผ่านกระบวนการทำชาทันทีหลังจากการเก็บใบชา ให้สารคาเฟอีนต่ำ ชาจะมีความนุ่มกว่าชาดำ แต่มีรสชาติที่สดน้อยกว่าชาเขียว ชานี้แบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือ Chaina Oolong และ Formose Oolong ซึ่งจะมีรสชาติที่ต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการหมัก

Scented Tea : ชาผสม

                ชาอูหลง, ชาเขียว ชาดำจะถูกผสมเข้ากับดอกไม้ชนิดต่างๆ ซึ่งมีกลิ่นหอมต่างๆ กัน ผสมขึ้นมาเป็นชาผสม


www.preyashop.com


ที่มา : หนังสือ “รินใจใส่ชา” คู่มือคนรักชา

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วัฒนธรรมการดื่มชา

Art Of Tea Lovers
ศิลปะของคนรักชา
Photo : thai.cri.cn


                ในบางที่บางแห่งการดื่มชาอาจจะคล้ายกับบ้านเรา แต่สำหรับบางที่ก็ทำให้รู้สึกแปลกใจและบางที่ก็เย้ายวนน่าปรารถนาได้ลองจิบดูบ้าง

จีน
                ในจีนนั้นมีวิธีการเตรียมชา การเสิร์ฟชาและการดื่มหลากหลายวิธีการตามวัฒนธรรมของแต่ละมณฑล เช่นคนจีนทางตอนใต้ของซินเจียง (Xinjiang) จะดื่มน้ำชาธรรมดา ขณะที่คนจีนทางตอนเหนือเช่นชาวมองโกเลียนิยมเติมนมและเกลือ ส่วนทางตอนใต้จะเติมพริกไทย
                หลายคนดื่มชาโดยใช้ช้อนตัก และซดเสียงดังๆ ซึ่งถือว่าได้ซาบซึ้งกับรสชาติอย่างเต็มที่ แต่ในปัจุบันการดื่มชาอยางนั้นถือว่าไม่สุภาพ คนจีนถือว่าน้ำชาเป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญในพิธีต่างๆ

photo : pantip.com/topic/32902182


ญี่ปุ่น
                พิธีชงชาของญี่ปุ่น เรียกว่า ชะโนยุ (Chanoyu) ชาเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในญี่ปุ่นโดย ภิกษุนิกายเซนชื่อ ท่านเอไซ จุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้นั่งเข้าฌานได้นานๆ ด้วยเหตุนี้พระจึงนิยมดื่มกันก่อนชาวบ้านทั่วไป ชาเขียวที่นิยมดื่มได้แก่ เซนชะ (Sencha), โฮจิชะ (Houjicha), บันชะ (ancha) และชาที่ถือว่าเป็นชาชั้นเยี่ยม คือ เกียวกุโระ (Gyokuro) และท่านเอไซก็เป็นผู้ริเริ่มพิธีชงชา ที่เรียกว่า วะบิชะ (Wabicha)
                ชะโด (Chado) แปลว่าวิถีแห่งชา คือพิธีการชงชาที่มีพื้นฐานมาจากความเคารพ และชื่นชมความงามของสรรพสิ่งในวิถีชีวิต
                ส่วนท่านเซนโนะ ริคิว (Sen no Rikyu) เป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงในการชงชา ลูกหลานของท่านได้ตั้งสำนักเซนเคะ (Senke) ซึ่งทำให้พิธีชงชาสืบทอดมาถึงปัจจุบัน และเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก
                ขั้นตอนพิธีชงชาของญี่ปุ่น
                การชงชาเริ่มจากเจ้าภาพตักชาเขียวป่น (Matcha) ลงในถ้วยชา (Cawan) จากนั้นตักน้ำร้อนจากหม้อต้มใส่ลงไป แล้วใช้ไม้สำหรับคนชา (Chasen) คนจนชาเป็นฟอง แล้วยกถ้วยชาส่งให้บรรดาแขก เมื่อแขกคนแรกรับถ้วยชามาก็หันไปกล่าวขอโทษแขกคนถัดไปที่ตนเป็นผู้ดื่มชาก่อน แล้วหันไปคำนับเจ้าภาพเป็นการขอบคุณ จากนั้นจึงยกชาขึ้นดื่ม
                ขนมที่ใช้ทานคู่กันในการดื่มชา เป็นขนมหวาน เรียกว่า วากาชิ (Wagashi) ได้แก่
                ขนมโยกัน (Yokun) เป็นเจลลี่ถั่วแดงหวาน
                ขนมมันจู (Manju) คือซาลาเปาบ้านเรานั่นเอง
                ขนมซากุระโมชิ (Sakuramoshi) เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ไส้ถั่วแดงห่อด้วยใบซากุระหมักเกลือ แสดงถึงฤดูใบไม้ผลิ
                ขนมทสึกิมิดังโกะ (Tsukimidan-go) เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ใช้ในพิธีชมจันทร์
                ขอแนะนำชาญี่ปุ่นที่ดื่มในโอกาสต่างๆ
                ชา Shincha จะมีในเดือนพฤษภาคม เป็นชาแรกที่เก็บได้ของฤดู
                ชา  Mugicha หรือชาข้าวบาร์เลย์ นิยมดื่มในฤดูร้อน
                ชา Sakurayu ดื่มในโอกาสงานมงคล เป็นชาที่ได้จากการชงน้ำร้อนกับกลีบกุหลาบแทนชาเขียว แล้วปรุงรสด้วยเกลือ

photo :sites.google.com/site/chonthicha47035/wathnthrrm-kar-dum-cha-khxng-yipun


โมรอคโค
                การชงชาในโมรอคโคก็มีพิธีมากเช่นกัน ชามิ้นต์ (Mint Tea) เป็นชายอดนิยมจะมีอยู่ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และมีขายตามร้านทั่วไป
                ขั้นตอนการชงชามิ้นต์ เริ่มด้วยการใส่ชาเขียวเพียง 2 – 3 ช้อนชาลงในกา เทน้ำใส่แล้วรีบเทออกเพื่อล้างฝุ่น เทน้ำเดือดเพิ่มอีก แล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 นาที ใส่ใบมิ้นต์ลงในกาแล้วปล่อยไว้อีก  1 นาที เติมน้ำตาล
                ในการเสิร์ฟชา ชาวโมรอคโคจะรินชาลงแก้วโดยการยกกาให้สูงๆ เพื่อทำให้เกิดฟองบนพื้นผิวน้ำชา

รัสเซียและมองโกเลีย
                คนรัสเซียชอบดื่มชาเขียวและชาดำโดยไม่ใส่นม บางคนอาจจะใส่น้ำตาลลงในปากก่อนที่จะดื่มชาเข้าไป หรือบางทีอาจจะใส่แยม, น้ำผึ้ง หรือพริกเข้าไปก่อน ตามแต่จะชอบ
                ส่วนชาวมองโกเลีย พวกเขาอาจดื่มชาพร้อมกับนมและเกลือ ประมาณปี ค.ศ. 1638 ชาวมองโกเลียได้ขยายตัวเข้าไปอยู่ในรัสเซียดังนั้นประเพณีนิยมการดื่มชาจงข้าไปแพร่หลายในรัสเซียด้วย แต่เมื่อรัสเซียสามารถปลูกชาได้เองในปี ค.ศ. 1900 ก็หยุดการนำเข้าชาจากจีน

อียิปต์
                กฎหมายอิสลามได้อนุญาตให้มีการดื่มชาดำได้ ในอียิปต์ ปากีสถาน และซาอุดิอาราเบียนั้น ชาดำจากอินเดียชาซีลอนของศรีลังกาได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ชาจะถูกชงแก่ๆ รสจัดและหวานมาก แต่ไม่ใส่นม

ทิเบต
                ในทิเบตชาจะถูกเติมเกลือ และปรุงรสให้เค็ม เพื่อเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย ชาเขียวที่ชงได้จะถูกกรอง และนำไปผสมกับเกลือ นมแพะหรือเนยวัว ดื่มพร้อมกับขนมพื้นเมือง ซึ่งทำจากข้าวโพด และข้าวบาร์เลย์ รู้จักกันในชื่อ tsamba

อินเดีย
                การดื่มชาของอินเดีย มีความนิยมแบบเผ็ดๆ ซ่าๆ โดยผสมชาดำกับนม ใส่เครื่องเทศจำพวกกานพลู, กระวาน และอบเชย เติมน้ำตาล มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องถนนในอินเดีย รินใส่ในถ้วยดินเผาแบบดิบๆ ให้ความรูสึกดีไปอีกแบบ

มาลเซีย
                วัฒนธรรมการดื่มของมาเลเซียจะคล้ายกับจีน แม้ปัจจุบันจะมีอิทธิพลของตะวันตกเข้ามา โดยนิยมเติมนม น้ำตาล หรือมะนาวลงไป
                ลักษณะของมาเลเซียที่เด่นคือ กาน้ำชาของเขาจะมีฝาเปิดที่เล็กมาก เมื่อเวลารินชาลงไปในถ้วย เขาจะยกกาน้ำชาขึ้นสูงๆ พวกเขาเรียกการทำเช่นนี้ว่า การขึงชา (Stretching the tea) ซึ่งจะทำให้น้ำชาเกิดเป็นฟองเล็กๆ ในถ้วย เชื่อกันว่าเป็นการทำให้เกิดออกซิเจนเพิ่มขึ้นในน้ำชาและช่วยให้รสชาติของน้ำชาดีขึ้นนุ่มขึ้น

photo : hiclasssociety.com


ที่มา : หนังสือ “รินใจใส่ชา” คู่มือคนรักชา           

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ชากับดอกไม้

Art Of Tea Lovers
ศิลปะของคนรักชา

photo : aroi.com

                ความหอมของดอกไม้ถูกนำมาปรุงแต่งให้กับความหอมของชา กล่าวกันว่า มีฮ่องเต้พระองค์หนึ่งโปรดการเสวยชาที่มีความหอมของดอกบัวมาก ดังนั้นตอนเย็นของทุกวัน เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการชงชาถวายฮ่องเต้ จะต้องพายเรือลงไปในสระที่ปลูกดอกบัวไว้และนำใบชาไปวางไว้ในดอกบัวก่อนที่ดอกบัวจะหุบ ตอนเช้าเมื่อดอกบัวบานเจ้าหน้าที่ก็จะพายเรือมาเก็บใบชาที่วางไว้ในดอกบัว และนำไปชงถวาย ส่วนน้ำที่ใช้ชงชาถวายจะต้องเป็นน้ำที่มาจากน้ำพุใต้ดิน หรือไม่ก็ต้องเป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขาตามที่ปรมาจารย์ชาลูอวี้บันทึกไว้

                ชาอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อดอกไม้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่อดีต คือชาดอกมะลิ (Jasmine Tea) ตามข้อเท็จจริงแล้วชากลิ่นมะลิในปัจจุบันไม่ใช่ชาดอกมะลิ แต่เป็นชากลิ่นมะลิโดยใช้กลิ่นสังเคราะห์นำไปผสมในใบชา ขั้นตอนการผลิตก็เช่นเดียวกับการผลิตชากลิ่นหอมของดอกไม้ต่างๆ

                ชากลิ่นดอกมะลิตามธรรมชาติมีจริงและมีวิธีการผลิตค่อนข้างยุ่งยาก ใช้เวลาและแรงงานมาก เจ้าของไร่ชาที่จะผลิตชาหอมดอกมะลิจะต้องคัดพันธุ์ชาที่จะนำมาผลิตในอันดับแรก จากนั้นในแปลงใกล้กับแปลงชาก็จะต้องปลูกดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีกลิ่นหอมคล้ายดอกมะลิบ้านเรา ดอกไม้ชนิดนี้จะส่งกลิ่นหอมเมื่อดอกบานและจะบานเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น ก่อนที่ดอกจะบานจะมีเสียงดังเพาะเบาๆคล้ายกับเป็นการส่งสัญญานให้รู้ว่าฉันจะส่งกลิ่นแล้วนะ

photo : BlogGang.com

                ขั้นตอนต่อไป ชาวไร่จะเด็ดใบชาและดอกไม้ชนิดนี้ในตอนเย็นจะต้องกะเวลาให้ถูกและให้พอดีมิฉะนั้นจะเสียหายหมด เมื่อได้ใบชาและดอกไม้มาแล้ว คนงานก็จะต้องรีบนำมาเรียงซ้อนสลับกันเป็นชั้นๆในกล่องหรือหีบ เมื่อเรียงเสร็จก็จะปิดหีบให้สนิท กันไม่ให้กลิ่นระเหยออกมาข้างนอก หลังจากปิดหีบไม่กี่นาที ก็จะได้ยินเสียงดังเพาะเบาๆถี่ๆพอให้ได้ยิน เวลาที่ใช้ในการเรียงใบชาใส่หีบหรือกล่องจนถึงเปิดหีบและนำออกมาเพื่อผ่านขั้นตอนต่อไปจะใช้เวลาไม่เกิน 45 นาที จึงต้องใช้คนที่ชำนาญเท่านั้นในการทำ ดังนั้นชาหอมดอกมะลิที่ขายตามห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านทั่วไปในราคากระป๋องละร้อยกว่าบาท (ขนาด 100-200 กรัม) เชื่อได้ว่าเป็นชาหอมกลิ่นสังเคราะห์ของดอกมะลิ ชาหอมดอกกลิ่นมะลิที่เป็นของแท้ตามธรรมชาติ ปีหนึ่งผลิตได้ไม่เกิน 300-400 กิโลกรัม ราคาขายอยู่กิโลกรัมละหลายหมื่นบาท


                มีดอกไม้อีกจำนวนมากที่ปัจจุบันคนผลิตชานิยมนำมาใช้ในการผลิต ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการใช้กลิ่นสังเคราะห์ ประโยชน์เห็นได้ชัดคือโรงงานผลิตชากลิ่นต่างๆมากขึ้น ร้านจำหน่ายชามีปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและลูกค้าก็ยินดีควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้นตามความประสงค์ทางการตลาดของเจ้าของสินค้า

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

แหล่งปลูกชาของโลก - ออสเตรเลีย (Australia)

Art Of Tea Lovers
ศิลปะของคนรักชา
ออสเตรเลีย (Australia)


ออสเตรเลีย (Australia) ได้มีการปลูกชาครั้งแรกที่เมือง อินนิสเฟล (Innisfail) ในปี ค.ศ. 1884 แต่ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควรแต่เมื่อได้มีการพัฒนาพันธ์ให้ดีขึ้น ผลผลิตก็ได้รับการยอมรับ ปัจจุบันออสเตรเลียสามารถผลิตชาได้ 15% ของความต้องการภายในประเทศ คือ สามารถผลิตใบชาได้ประมาณ 2,000 ตัน ของใบชาแห้ง พื้นที่เพาะปลูกอยู่แถบบริเวณทางเหนือของรัฐควีนแลนด์ พื้นที่เป็นพื้นทู่เขาไฟ และมีปริมาณฝนตกชุกพอควร ประมาณ 150 – 200 มม. ต่อปี ภูมิอากาศเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซีนส และมีแสงแดดประมาณ 200 วันต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นภูมิอากาศที่เหมาะสำหรับปลูกชาได้ดีพอสมควร
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ภาพจากอินเตอร์เน็ต




แหล่งปลูกชาของโลก - อินโดนีเซีย (Indonesia)

Art Of Tea Lovers

ศิลปะของคนรักชา
อินโดนีเซีย (Indonesia)

                ชา ได้มีการเผยแพร่ในอินโดนีเซียมากกว่า 200 ปีแล้ว โดยชาวจีนซึ่งอาศัยอยี่มณฑล ฟูเกี้ยน ได้อพยพมาทำการค้าขายที่ชวาและได้นำเมล็ดชามาด้วย เดิมทีใบชาที่เก็บได้ ก็จะนำมาจำหน่ายในหมู่คนจีนด้วยกัน เมื่อพ่อค้าชาวฮอลันดาเข้ามา จึงได้ขอซื้อที่เรียกว่า เต (Tay) ตามสำเนียงเรียกของชาวจีนที่ชวาเพื่อนำไปทดลองขายที่ประเทศของตน พร้อมกับนำชื่อเรียกสินค้าใหม่ตัวนี้ติดไปด้วย

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


                หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ธุรกิจชาของอินโดนีเซียประสบพบภัยพิบัติ และมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี ค.ศ. 1984    พื้นที่ปลูกชาส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียอยู่ที่เกาะชวา และเกาะสุมาตรา ผลผลิตสามารถเก็บไตลอดปี โดยแบ่งผลผลิตออกเป็น 2 ประเภท คือ ชาเขียว (Green Tea) ซึ่งส่วนใหญ่เก็บไว้จำหน่ายในประเทศ ส่วนชาดำ (Black Tea) จะส่งออกเพื่อนำไปเป็นส่วนผสมของชาฝรั่ง ปัจจุบันอินโดนีเซียผลิตชาฝรั่งได้ประมาณ 170,000 ตันต่อปี

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต



               

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

แหล่งปลูกชาของโลก - มาลาวี (Malawi)

Art Of Tea Lovers
ศิลปะของคนรักชา
มาลาวี (Malawi)

                มาลาวี เป็นประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา ป็นเมืองขึ้นขององกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 และได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1964ในรัชสมัยของพระนางเจ้าวิกตอเรีย ชาวอังกฤษได้ นำชาเข้ามาทดลองปลูกที่ประเทศนี้และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงได้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก และได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกในแอฟริกาที่ปลูกชาโดยใช้วิธีการตอนหรือปักกิ่งชำ

                ชาส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศในแถบเมือง โทโอโล (Thoyolo) และเมืองมูลานเจ (Mulanje) เนื่องจากดินฟ้าอากาศไม่อำนวยเท่าที่ควร ชาที่ปลูกในประเทศนี้จึงไม่สามารถเก็บใบได้ทั้งปี ผลผลิตส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะเป็นผลผลิตที่เก็บในระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต


                ผลผลิตที่ได้ในแต่ละปี ประมาณ 30,000 – 35,000 ตัน ชาของมาลาวีแม้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของผู้ดื่ม แต่สำหรับพ่อค้าแล้ว ถือว่าเป็นชาที่ใช้ได้ทีเดียว เพราะมีสีสวยเมื่อนำมาชง พ่อค้าจึงซื้อชาของมาลาวีเพื่อนำไปผสมกับชามีชื่อจากแหล่งอื่น ก่อนที่จะจำหน่ายให้ผู้บริโภคต่อไป แม้อังกฤษจะเป็นตลาดใหญ่ในการสั่งซื้อจากมาลาวี แต่เมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้าชาทั้งหมดของอังกฤษแล้ว องกฤษนำเข้ามาจากมาลาวีเพียงแค่ 6% เท่านั้นเอง

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

แหล่งปลูกชาของโลก - แทนซาเนีย (Tanzania)

Art Of Tea Lovers

ศิลปะของคนรักชา
แทนซาเนีย (Tanzania)

                แทนซาเนีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ของทวีปแอฟริกาติดกับมหาสมุทรอินเดีย แทนซาเนียแม้จะเคยเป็นเมืองในอาณานิคมของเยอรมันและมีการปลูกชากันบ้างแล้วตอนเยอรมันครอบครอง แต่เป็นประเทศอังกฤษที่ได้มาครอบครองแทนซาเนียในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองต่อจากเยอรมัน เป็นผู้ส่งเสริมให้ประเทศนี้ มีการปลูกชาขึ้นอย่างจริงจัง


                ปัจจุบันแทนซาเนียสามารถปลูกชาได้ในที่ราบลุ่มเรื่อยไปจนถึงที่ราบสูง พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และบริเวณที่ราบสูงทางทิศใต้ของประเทศ ผลผลิตต่อปีประมาณ 20,000 – 25,000 ตัน ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศในแถบแอฟริกาด้วยกัน  ตลาดส่งออกอยู่ที่อังกฤษ แต่เมื่อเทียบกับปริมาณนำเข้าของอังกฤษแล้ว อังกฤษนำชาเข้าจากแทนซาเนียเพียงแค่ 1% เท่านั้น ผลผลิตที่ส่งออกไปอังกฤษจะถูกนำไปผสมกับใบชาที่นำเข้าจากประเทศอื่นเพราะชาของแทนซาเนียมีลักษณะคล้ายกับชาของประเทศอื่นในแถบแอฟริกา คือ มีสีสวย และกลิ่นหอมชวนรับประทาน

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


ที่มา : หนังสือ "ชา..Cha เลือกชาดื่ม ซื้อชาเป็น